อุดรนำร่องใช้ GPS ติดตามรถพยาบาล Real Time ช่วยลดอุบัติเหตุ

0
9

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ เอสซีจี โลจิสติกส์ ใช้ระบบ GPS ปัญญาประดิษฐ์ ติดตามรถพยาบาลฉุกเฉินแบบ Real Time กำหนดขับไม่เกิน 90 กม./ชม. ไปกลับเกิน 400 กม.ต้องมีคนขับ 2 คน หากพบความเสี่ยงจะแจ้งเตือนทันที นำร่องพื้นที่จ.อุดรธานี ซึ่งจะช่วยลดอุบัติเหตุ ปลอดภัยทั้งผู้ป่วยและบุคลากร เดินหน้าลงนามขยายความร่วมมือครอบคลุมระดับเขตและประเทศ รวมถึงรถกู้ชีพมูลนิธิและ อปท.

                วันที่ 21 ธันวาคม 2563 ที่ศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ฮอลล์อุดรธานี นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน “พิธีบันทึกการลงนาม (MOU) Ambulance Safety Solution” เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการ เพื่อความปลอดภัยของรถพยาบาล ระหว่าง นพ.ณรงค์ สายวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร.อ.นพ.อัจริฉยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และนายไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์ กก.ผจก.บริษัท เอสซีจี แมเนจเม้นท์ จำกัด โดยมีนายสยาม ศิริมงคล ผวจ.อุดรธานี ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

จากข้อมูลในปี 2559-2563 เกิดอุบัติเหตุกับรถฉุกเฉินรวม 156 ครั้ง บุคลากรทางการแพทย์ได้รับบาดเจ็บ 139 ราย เสียชีวิต 4 ราย อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างส่งต่อผู้ป่วยร้อยละ 80 จากการสอบสวนอุบัติเหตุพบว่า ปัจจัยหลักเกิดจากพฤติกรรมพนักงานขับรถร้อยละ 67 คือ หลับใน ขับรถเร็วเกินกำหนด และฝ่าไฟแดง ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมร้อยละ 31 ได้แก่ ฝนตก ถนนลื่น แสงสว่างไม่เพียง และถูกคู่กรณีชน และปัจจัยเรื่องรถพยาบาล ร้อยละ 2 คือ ยางระเบิด ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วย และความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ จึงกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเกิดอุบัติเหตุรถพยาบาลและความคุ้มครองอุบัติเหตุทางถนน เช่น การติดตั้ง GPS ที่ได้มาตรฐานของกรมการขนส่งทางบก เพื่อกำกับติดตามการใช้รถพยาบาลและพฤติกรรมของพนักงานขับรถ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ หากพบความเสี่ยงจะมีระบบแจ้งเตือนเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ

สำหรับโครงการพัฒนาความปลอดภัยของรถพยาบาล (Ambulance Safety Solution) ได้นำร่องในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี โดยนำระบบ GPS ปัญญาประดิษฐ์ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด มาใช้ติดตามรถพยาบาลฉุกเฉินแบบครบวงจร ดำเนินการครอบคลุมรถพยาบาลของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม และโรงพยาบาลเอกชน จำนวน 99 คัน พร้อมตรวจสุขภาพและพัฒนาสมรรถนะการให้บริการของพนักงานขับรถ และจัดทำแนวปฏิบัติเพื่อการขับขี่รถพยาบาลปลอดภัย ได้แก่ กำหนดความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ปฏิบัติตามกฎจราจร หากขับรถต่อเนื่องควรหยุดพักทุก 2 ชั่วโมง ระยะเวลาทำงานไม่ควรเกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน กรณีนำส่งผู้ป่วยระยะทางไปกลับเกิน 400 กิโลเมตร ควรมีพนักงานขับรถ 2 คน เกิน 800 กิโลเมตร ต้องมีการพักค้างคืนระหว่างการเดินทาง ทำให้สามารถติดตาม กำกับการบริการตลอดเส้นทางการเดินทาง ทั้งระยะทาง ความเร็วรถ พฤติกรรมพนักงานขับรถ ได้แบบ Real Time และมีระบบแจ้งเตือนกรณีเกิดความเสี่ยง เชื่อมโยงไปถึงระหว่างโรงพยาบาลรับ-ส่งผู้ป่วย ให้สามารถเตรียมความพร้อมการให้บริการได้รวดเร็ว จากการประเมินผลการดำเนินการพบว่า อัตราการเกิดอุบัติเหตุลดลง จึงได้ลงนามเพื่อขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ จังหวัดอุดรธานีมีสถิติรถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุระหว่างปี 2559-2562 จำนวน 9 ครั้ง แต่ภายหลังดำเนินการดังกล่าวในปีงบประมาณ 2563 ไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จากนี้มีเป้าหมายจะขยายให้ครอบคลุมถึงรถรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน (กู้ชีพ) ของมูลนิธิ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานีจะเป็นต้นแบบให้หน่วยบริการได้ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อขยายการทำงานในระดับเขตและประเทศต่อไป

                นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า รถปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ และรถพยาบาล ยังคงมีอุบัติการณ์การเกิดอุบัติเหตุอยู่เป็นระยะ พบว่า พฤติกรรมการขับรถ ความเหนื่อยล้า การขับรถ ด้วยความเร็วสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุตามมา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ โดยการกำหนดมาตรฐาน การติดตาม ควบคุมกำกับ รถปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์และรถพยาบาล รวมถึงการแจ้งเตือน  ที่มีประสิทธิภาพ แบบ Real time ครั้งนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน กับระบบเพื่อความปลอดภัยให้กับรถพยาบาล ส่งผลต่อความปลอดภัยของระบบการแพทย์ฉุกเฉินก่อนถึงโรงพยาบาล และระบบส่งต่อระหว่างโรงพยาบาล

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here