ข่าวเด่น-ดัง

”การปรับตัวของสื่อในยุคดิจิทัล : ความท้าทายของสื่อมวลชนท้องถิ่น”

                สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ร่วมกับ คณะการสื่อมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดโครงการเสวนาสัญจร เรื่อง “การปรับตัวของสื่อในยุคดิจิทัล : ความท้าทายของสื่อมวลชนท้องถิ่น” เนื่องในครบรอบ 25 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 ณ คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ โดยมี นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจ.เชียงใหม่, รองศาตราจารย์โรม จิรานุกรม รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ,นายจุลนิตย์ วังวิวัฒน์ ประธานหอการค้าจ.เชียงใหม่ นายพัลลภ แซ่จิว ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจ.เชียงใหม่ นายวัชรายุธ์ กัววงศ์  ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี  ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พร้อมด้วย กรรมการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สมาชิก และผู้มีเกียรติร่วมงาน โดยมี นายสราวุฒิ เเซ่เตียว รองประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาสื่อภูมิภาค และอนุกรรมการวิชาการ ร่วมจัดขึ้น

                รศ.โรม จิรานุกรม รองอธิการบดี ม.เชียงใหม่ กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้นับว่ามีประโยชน์มาก เพราะผู้มาร่วมงานและติดตามชมผ่านการไลฟ์สด จะได้ประโยชน์จากวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์ที่ทุกวงการกำลังเกิดปัญหาจากแพลตฟอร์มดิจิทัลดิสครับชั่น ซึ่งทุกวงการได้รับผลกระทบจากแพลตฟอร์มดิจิทัล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ได้รับผลกระทบ ทำให้ต้องปรับการทำงานในหลายรูปแบบ บิลเกตบอกว่า ธุรกรรมทางการเงินยังต้องมี แต่ธนาคารจะมีอยู่หรือไม่ หรือการศึกษาก็ยังมี แต่มหาวิทยาลัยจะอยู่หรือไม่ ในวงการสื่อก็เหมือนกันการเสพข่าวยังต้องมีทุกวัน แต่สำนักงานจะมีหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง ขณะที่สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ในฐานะองค์กรที่กำกับดูแลด้านจริยธรรม แต่วันนี้ การผลิตสื่อไม่ได้มากจากสำนักงาน แต่มาจากทุกคน มาจากอินฟูลเรนเซอร์ ที่ผ่านโซเชียลมีเดีย และมีผู้เข้าชมมาก ทำให้ผู้บริโภคข่าวต้องพิจารณามากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้เองทำให้สำนักข่าวต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อประเทศชาติมากขึ้นเช่นกัน

                นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เชื่อมั่นสื่อมวลชนเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญของสังคม และ กิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการพัฒนาสื่อมวลชนไทย ทั้งคนที่อยู่ในวิชาชีพปัจจุบันและเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ และสนใจอาชีพ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ซึ่งได้ทำหน้าที่องค์กรกำกับดูแลกันเองทาง จริยธรรมสาหรับสื่อหนังสือพิมพ์ จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ” ครอบคลุมถึงสื่อใหม่ๆ โดยเฉพาะสื่อดิจิทัลที่มีจานวนมากขึ้นดังกล่าวแล้ว โดยมีผลใช้บังคับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 และเริ่มมีคณะกรรมการชุดแรกเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2564 นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของ “สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ” จากการติดตามบทบาทของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติในปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการส่งเสริมจริยธรรมแห่งวิชาชีพและการดำรงสังคม เชื่อว่ากิจกรรมจะส่งผลให้สื่อสิ่งพิมพ์ค่อยๆปิดตัวลงไป หรือ ปรับตัวเข้าสู่ระบบออนไลน์ และพร้อมที่จะอยู่ภายใต้การควบคุมทางด้านจริยธรรมต่อไป และประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการสื่อมวลชนทั้งในจังหวัดเชียงใหม่ ภาคเหนือ และทุกภูมิภาค รวมถึงสื่อมวลชน ทั่วประเทศไทย ทั้งยังเกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยโดยรวม

                กิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่บทบาทของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ในฐานะองค์กร วิชาชีพสื่อที่เป็นอิสระ ทาหน้าที่กากับดูแลด้านจริยธรรม ภายใต้หลักการ “กำกับดูแลกันเอง” และเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทักษะและจิตสำนึกให้กับสื่อมวลชนในการทำหน้าที่ตามกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ รวมไปถึงสร้างศักยภาพ ส่งเสริมและสนับสนุนงานด้านจริยธรรมสื่อ และกลไกในการกำกับดูแลด้าน

                จริยธรรมสื่อให้มีความเข้มแข็งทั้งภายในองค์กรและบุคลากรสื่อมวลชน และที่สำคัญยังช่วยผลักดันให้เกิด การปฏิรูปสื่อภาครัฐ และเอกชน ทั้งในระดับ และระดับองค์กร เพื่อให้ตระหนักถึงบทบาท และความ รับผิดชอบของวิชาชีพสื่อที่มีต่อสังคมและประเทศชาติ

                นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี  ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการเสวนาสัญจรครั้งนี้ จัดเป็นครั้งแรกในภูมิภาค ทั้งนี้ สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อที่มีความหลากหลายมากขึ้น รวมทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับการทาหน้าที่ของ องค์กรกับกำดูแลด้านจริยธรรมของสื่อมวลชนในประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีความครอบคลุมไปถึงสื่อมวลชนอื่น ๆ ด้วย อีกทั้งสามารถทำให้รับสมาชิกใหม่ที่เป็นสื่อมวลชนได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อดิจิทัลด้วยเหตุนี้ จึงมีมติให้ยกเลิก “ธรรมนูญสภาหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พ.ศ. 2540” และ “ตราธรรมธรรมนูญสภาสื่อมวลชนแห่งชาติ พ.ศ. 2563” ขึ้นมาใช้แทน พร้อม กับเปลี่ยนชื่อเป็น “สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ” นับแต่เริ่มต้นถึงปัจจุบันสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติให้ความสำคัญสมาชิกในภูมิภาค ทั้งการพัฒนาบุคลากรด้วยการจัดอบรมเพิ่มทักษะทางวิชาชีพรวมถึงส่งเสริมจริยธรรมซึ่งปัจจุบันสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ได้คณะอนุกรรมการส่งเสริมกิจกรรมและพัฒนา สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ รวมถึง คณะอนุกรรมการวิชาการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาองค์กร และบุคลากรของสมาชิกภูมิภาคมาอย่างต่อเนื่อง การจัดกิจกรรม จะมีการจัดงานสัญจรไปยังภูมิภาคอื่นในปีต่อไป เป็นการส่งเสริมบทบาท ภาพลักษณ์สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติและเป็นเวทีให้สมาชิกภูมิภาคได้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใน การร่วมกันพัฒนาสื่อต่อไป

                นอกจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ยังมีอีก 2 กิจกรรม ที่สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติได้จัดก็คือ ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2565 ที่จะจัดเวทีบรรยายเรื่องมองอนาคตประเทศไทยที่จะมีผู้เชี่ยวชาญด้าน การเมือง เศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อมหรือ การศึกษา จะขึ้นมามอง และในวันที่ 4 กรกฎาคม 2565 ได้จัดงานครบรอบ 25 ปี ซึ่งได้เชิญวิทยากร เชียรา ซึ่งได้รับรางวัลแมกไซไซ มาบรรยายและมีเวทีเสวนาเรื่องการทำข่าวสืบสวนสอบสวนกับจริยธรรม

                ขณะเดียวกัน ในช่วงบรรยายพิเศษ เรื่อง การปรับตัวของสื่อในยุคดิจิทัล  โดย นายพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ หรือ “หนุ่ย แบไต๋” ผู้ผลิตสื่อชื่อดัง ที่ในวันนี้ เป็นไอที อินฟูลเรนจ์เซอร์ที่มีผู้ติดตามติดอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศไทย ได้บรรยายผ่านระบบซูมมายังประชุม ได้อธิบายถึงการทำงานของตัวเองว่า ได้ผ่านการทำงานมานานกว่า 20 ปี และผ่านความล้มเหลวมามาก ซึ่งจากสถานการณ์ที่ระบบออนไลน์ทำให้ต้องปรับตัว หลายสื่อที่ถูกดิสครัปเพราะพฤติกรรมผู้เสพสื่อเปลี่ยนไป หนังสือพิมพ์หายไปก่อน และก็เป็นสื่อโทรทัศน์ ทำให้วงการสื่อของไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ขณะที่โดยการปรับนั้น จะต้องเข้าใจในบริบทของสื่อออนไลน์ที่แตกต่างจากสื่อเก่า พร้อมการสร้างแรงจูงใจให้ผู้เข้ามาชม โดยไม่ต้องอรัมภบทมาโดยมีเทคนิคที่ทำให้น่าสนใจและน่าติดตามต่อ แบบเปิดให้ปิ๊งใส่เนื้อหาไปเลย และเล่าเรื่องให้เป๊ะ มุกให้ป๊อบ ฮุดให้เปรี้ยง และสุดท้ายจบให้ปัง เมื่อทำทั้งหมดแล้วใส่ไปให้เต็มก็จะประสบความสำเร็จ และมีผู้ติดตามมากขึ้น ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าของสื่อของตัวเองและตัวตนของตัวเองได้นั่นเอง

                หลังจากนั้นช่วง “การปรับตัวของสื่อในยุคดิจิทัล : ความท้าทายของสื่อมวลชนท้องถิ่น” ดำเนินรายการโดย นางสาวอัจฉราวดี บัวคลี่ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาเครือข่ายนักสื่อสารพลเมือง ไทยพีบีเอส ที่ได้ให้วิทยากรทั้ง 4 คน ได้มองและเล่าถึงการปรับตัวของสื่อท้องถิ่น โดย นางสาวพัชรี เกิดพรม บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ ส่องใต้ เล่าว่า ทำสื่อสิ่งพิมพ์ ชื่อส่องใต้มานาน 20 ปี และยังทำงานเป็นสตริงเกอร์ของสื่อในส่วนกลางทั้งไทยพีบีเอส ช่อง 8 และมติชน เมื่อมีอินเตอร์เน็ตเข้ามาทำให้ต้องปรับตัว ด้วยการเข้ามาทำเพจข่าวและทำเวปไซด์ส่องใต้ ซึ่งทำให้สามารถสร้างการรับรู้ได้มากขึ้น แต่ปัญหาคือ เรื่องทักษะ และเทคนิคที่จะทำให้ผู้เข้ามาชมสื่อออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ยอมรับว่า มีคู่แข่งขันมากขึ้น แต่ด้วยความที่ได้รับการสนับสนุนและผลักดันของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ทำให้ได้รับความรู้และสร้างความแตกต่างกับสื่อมวลชนอื่นๆในพื้นที่ ซึ่งวันนี้ มั่นใจว่า คอนเทนส์ข่าวที่ดี และได้รับการยอมรับ จะทำให้เอาตัวรอดได้ ซึ่งวันนี้โฆษณาได้เข้ามาบ้างแล้ว

                นายกฤษฎาพงษ์ แววคล้ายหงษ์ บรรณาธิการ สำนักข่าวตราดออนไลน์ กล่าวว่า ครอบครัวทำข่าวมาตลอด เกิดมา ก็เห็นพ่อและแม่ทำหนังสือพิมพ์แล้ว ทำต้นฉบับด้วยการตัดแปะ และมายกระดับด้วยการทำผ่านคอมพิวเตอร์ อีกทั้งครอบครัวยังทำเคเบิลทีวี และเป็นผู้สื่อข่าวในส่วนกลาง ซึ่งทั้งหมดมีรายได้แยกกัน ซึ่งเมื่อมีอินเตอร์เน็ตก็ได้เข้ามาทำสื่อในออนไลน์ เริ่มจากเฟสบุคส์ และเพจ แล้วมาทำเวปไซด์ แต่ทำแล้วมีปัญหาทางเทคนิค และทักษะจนต้องล้มเลิก สุดท้ายกลับมาทำเพจตราดทีวี จนได้รับความนิยม และทำจนมีรายได้เข้ามาทั้งเพจเวปไซด์ ซึ่งการปรับตัวในอนาคตจะต้องพัฒนายกระดับต่อไป เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ หากไม่พัฒนาหรือปรับตัวก็จะอยู่ไม่รอด

                นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล กรรมการนโยบาย ไทยพีบีเอส ชี้ให้เห็นว่า วันนี้ สื่อมวลชนท้องถิ่นไม่ปรับตัวก็จะอยู่ไม่รอด โดยที่ตนเองเคยทำงานทั้งในสื่อส่วนกลาง คือ กรุงเทพธุรกิจ และเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ลานนาโพสต์ จ.ลำปาง ทำให้เข้าใจบริบทของสื่อท้องถิ่นดี ซึ่งสื่อท้องถิ่นต้องเข้าใจว่า การผลิตคอนเทนส์ในสื่อสิ่งพิมพ์แล้วแล้วจะนำมาลงในออนไลน์ทั้งหมด ซึ่งจะต้องปรับเปลี่ยนและทำความเข้าใจเพราะสื่อออนไลน์จะต้องสั้น กระชับ ตรงประเด็น เพราะผู้เสพข่าวไม่ยอมเสียเวลา นอกจากนี้สื่อท้องถิ่นมีปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการภายใน ต้องทบทวนตำแหน่งทางการตลาด และการปรับแนวคิด รวมทั้งนโยบายภายในองค์กร นอกจากนี้ยังต้องมีความรู้ในเรื่องการเขียนข่าวออนไลน์ ลักษณะหรือเนื้อหาของสื่อออนไลน์ สุดท้ายคุณลักษณะของข่าวออนไลน์ ที่ต้องชัด กระชับ ชัดเจนด้วย และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องจริยธรรมของสื่อด้วย

                ด้าน รศ.ธีรภัทร วรรณฤมล คณบดีคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ทำวิทยุของคณะการสื่อมวลชนมานานกว่า 44 ปี เพราะมีความชอบในสื่อเสียง ทำให้ต้องมีการลงทุนในเรื่องเครื่องส่ง และเสาอากาศที่ต้องลงทุนสูง แต่เมื่อมีการปรับตัวเพราะ กสทช. ยึดคลื่นคืน จึงหันมาผลิตสื่อโดยผ่านออนไลน์ และได้รับการสนับสนุนจากทุนในประเทศสวีเดน พร้อมทำการศึกษา อบรม โปรแกรมในเรื่องการออกอากาศ และยังมีผู้ฟังติดตามต่อเนื่อง

สนับสนุนข่าวโดย

โคเวย์ อุดรธานี Coway Udonthani เครื่องกรองน้ำ เครื่องกรองอากาศ

พร้อมติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่ www.makkhaeng.com

Contact ; Digital Marketing, Advertising, Promotions

E-mail: makkhaeng.ud.@gmail.com

Tel: 085-018-9777

Line: @makkhaeng

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Back to top button

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า